วิธีเช็กทะเบียนรถว่าเป็นของใครอย่างถูกกฎหมาย พร้อมขั้นตอน
เคยเจอปัญหาโดนชนแล้วหนี หรืออยากมั่นใจก่อนซื้อรถมือสอง แต่ไม่รู้จะไปเช็กทะเบียนรถว่าเป็นของใครได้ที่ไหน? หลายคนอาจคิดว่าเป็นเรื่องยากและซับซ้อน แต่ความจริงแล้วมีขั้นตอนที่ถูกต้องตามกฎหมายอยู่ วันนี้ เน็กเซ็น จะมาไขข้อสงสัยนี้ให้ พร้อมบอกทุกขั้นตอนแบบเข้าใจง่าย เพื่อให้คุณจัดการปัญหาได้อย่างสบายใจ
ทำไมเราถึงเช็กทะเบียนรถว่าเป็นของใครโดยตรง (ออนไลน์) ไม่ได้
สาเหตุหลักที่เราไม่สามารถเข้าไปเช็กทะเบียนรถว่าเป็นของใครผ่านช่องทางออนไลน์ได้ง่าย ๆ นั่นก็เพราะมี พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) คอยดูแลอยู่ ข้อมูลเจ้าของรถถือเป็นข้อมูลส่วนตัวที่ต้องได้รับการคุ้มครอง การเปิดเผยข้อมูลโดยไม่มีเหตุผลอันควรจึงเป็นเรื่องที่ผิดกฎหมาย ดังนั้น การตรวจสอบจึงต้องทำผ่านหน่วยงานราชการโดยตรงเท่านั้น
กรณีไหนบ้างที่กฎหมายอนุญาตให้ขอตรวจสอบข้อมูลเจ้าของรถได้
แม้ว่าจะตรวจสอบออนไลน์ไม่ได้ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะหมดหนทางซะทีเดียว กฎหมายได้เปิดช่องทางให้สำหรับผู้ที่มีความจำเป็นจริง ๆ หรือเป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียโดยตรง ซึ่งเหตุผลหลัก ๆ ที่กรมการขนส่งทางบกจะอนุญาตให้เราเช็กทะเบียนรถว่าเป็นของใครได้นั้น มีดังนี้
กรณีเกิดอุบัติเหตุแล้วคู่กรณีหนี (ชนแล้วหนี)
เป็นเหตุผลที่พบบ่อยที่สุด หากคุณถูกรถคันอื่นชนแล้วเขาขับหนีไป สิ่งสำคัญคือต้องจดจำเลขทะเบียนรถของคู่กรณีให้แม่นยำที่สุด แล้วนำหลักฐานที่มี เช่น ภาพจากกล้องหน้ารถ ไปแจ้งความที่สถานีตำรวจ เพื่อลงบันทึกประจำวัน จากนั้นจึงนำใบแจ้งความไปยื่นเรื่องที่กรมการขนส่งทางบกเพื่อขอข้อมูลสำหรับติดตามคู่กรณีมารับผิดชอบต่อไป
กรณีตรวจสอบประวัติรถมือสองที่ต้องการซื้อ
ก่อนจะตัดสินใจซื้อรถมือสอง การเช็กทะเบียนรถว่าเป็นของใครเพื่อตรวจสอบประวัติรถถือเป็นขั้นตอนที่สำคัญมาก เพราะช่วยให้เรามั่นใจได้ว่ารถคันนั้นไม่ได้ถูกสวมทะเบียน ไม่ได้ถูกขโมยมา หรือไม่ได้ถูกอายัดทะเบียนจากคดีความต่าง ๆ การตรวจสอบนี้จะช่วยป้องกันปัญหาปวดหัวที่อาจตามมาในอนาคต ทำให้การซื้อขายโปร่งใสและสบายใจทั้งสองฝ่าย
กรณีมีส่วนได้ส่วนเสียในทางคดีความ
หากคุณมีคดีความที่เกี่ยวข้องกับรถยนต์คันดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็นคดีแพ่งหรืออาญา และจำเป็นต้องใช้ข้อมูลเจ้าของรถเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการทางกฎหมาย คุณสามารถให้ทนายความออกหนังสือ หรือนำเอกสารที่เกี่ยวข้องกับคดีไปยื่นขอตรวจสอบข้อมูลได้เช่นกัน ซึ่งเจ้าหน้าที่จะพิจารณาอนุมัติตามความจำเป็นและหลักฐานที่นำมาแสดง
ขั้นตอนการขอตรวจสอบทะเบียนรถที่กรมการขนส่งทางบก
เมื่อมีเหตุผลและเอกสารครบถ้วนแล้ว การเดินทางไปติดต่อที่กรมการขนส่งทางบกหรือสำนักงานขนส่งประจำจังหวัดก็ไม่ใช่เรื่องยากเลย โดยขั้นตอนง่าย ๆ ที่คุณต้องทำ มีดังนี้
- เตรียมเอกสารให้ครบ : รวบรวมเอกสารที่จำเป็นทั้งหมดตามที่เราจะแนะนำในหัวข้อถัดไป
- เดินทางไปที่สำนักงานขนส่ง : ไปยังสำนักงานขนส่งในเขตพื้นที่ที่รถคันนั้นจดทะเบียนไว้
- ยื่นคำร้องต่อเจ้าหน้าที่ : กรอกแบบฟอร์มคำขอ พร้อมชี้แจงเหตุผลความจำเป็นในการขอตรวจสอบข้อมูล
- ชำระค่าธรรมเนียม : จ่ายค่าธรรมเนียมตามที่ราชการกำหนด
- รอรับเอกสาร : เจ้าหน้าที่จะดำเนินการตรวจสอบและมอบเอกสารรับรองสำเนาข้อมูลทะเบียนรถให้คุณ
ต้องเตรียมเอกสารอะไรบ้างเพื่อขอเช็กทะเบียนรถว่าเป็นของใคร
การเตรียมเอกสารให้พร้อมคือหัวใจสำคัญ ที่จะทำให้การขอเช็กทะเบียนรถราบรื่นและไม่เสียเวลา ควรตรวจสอบให้แน่ใจว่าคุณมีเอกสารเหล่านี้ครบถ้วนและได้ลงลายมือชื่อรับรองสำเนาถูกต้องเรียบร้อยแล้ว
- บัตรประจำตัวประชาชน ของผู้ยื่นคำร้อง (ตัวจริงพร้อมสำเนา)
- สำเนาบันทึกประจำวันจากสถานีตำรวจ (กรณีรถชนแล้วหนี หรือเกี่ยวข้องกับคดี)
- หนังสือรับรองนิติบุคคล (หากดำเนินการในนามบริษัท)
- หนังสือแต่งตั้งทนายความ หรือสำเนาใบอนุญาตทนายความ (กรณีให้ทนายดำเนินการ)
- หลักฐานอื่น ๆ ที่แสดงว่าเป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เช่น สัญญาซื้อขาย รูปถ่ายจากที่เกิดเหตุ
ค่าธรรมเนียมในการขอตรวจสอบข้อมูลทะเบียนรถ
หลายคนอาจกังวลเรื่องค่าใช้จ่าย แต่จริง ๆ แล้วค่าธรรมเนียมในการขอเช็กทะเบียนรถว่าเป็นของใครนั้นไม่แพงเลย เป็นอัตรามาตรฐานที่ทางราชการกำหนดไว้อย่างชัดเจน ซึ่งโดยทั่วไปจะมีค่าใช้จ่ายหลัก ๆ ดังนี้
- ค่าคำขอ : ฉบับละ 5 บาท
- ค่ารับรองสำเนาทะเบียนรถ : แผ่นละ 20 บาท
- ค่าขอค้นเอกสาร (รถยนต์) : ครั้งละ 50 บาท
- ค่าขอค้นเอกสาร (รถจักรยานยนต์) : ครั้งละ 10 บาท
สรุป วิธีเช็กทะเบียนรถว่าเป็นของใครอย่างถูกกฎหมาย
การเช็กทะเบียนรถว่าเป็นของใครนั้นไม่ใช่เรื่องไกลตัวเลย และการรู้ขั้นตอนที่ถูกต้องก็เป็นสิ่งสำคัญสำหรับผู้ใช้รถทุกคน เพราะไม่มีใครรู้ว่าอุบัติเหตุจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ และอีกหนึ่งสิ่งที่สำคัญ ก็คือการเลือกใช้ยางรถยนต์คุณภาพดีอย่าง NEXEN TIRE ที่มีสมรรถนะดี และราคาที่คุ้มค่า สามารถเลือกเปลี่ยนใช้ยางได้ตามอายุการใช้งาน โดยไม่ต้องฝืนลากใช้จนเกินอายุ อีกทั้งยังมีขนาดให้เลือกหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น ยางรถยนต์ขอบ 15 ยางรถยนต์ขอบ 16 ยางรถยนต์ขอบ 17 หรือยางรถยนต์ขอบ 18
สัมผัสความนุ่มนวลเหนือระดับไปกับเน็กเซ็น ได้ง่าย ๆ ที่ร้านยางชั้นนำทั่วประเทศ ศูนย์บริการ B-Quik และ MMS ทุกสาขา หรือช่องทางออนไลน์ Shopee Lazada และ TikTok Shop
พิเศษ! รับประกันยางบาด บวม แตก ภายใน 1 ปี หรือ 25,000 กิโลเมตร เมื่อซื้อยาง 4 เส้น/ใบเสร็จ และลงทะเบียนภายใน 14 วัน สอบถามเพิ่มเติมทางเว็บไซต์ หรือเฟซบุ๊ก NEXEN TIRE THAILAND








