วิธีดูปียางรถยนต์ ใช้ได้กี่ปี เช็กอย่างไรว่ายางหมดอายุ
ยางรถยนต์เป็นส่วนสำคัญที่ใช้ในการขับเคลื่อน แต่อายุยางรถยนต์นั้นเป็นสิ่งที่ผู้ใช้รถต้องความสำคัญ เพราะไม่ว่าจะเป็นยางชนิดไหนก็มีอายุการใช้งานที่จำกัด หากฝืนใช้ยางรถยนต์ที่หมดอายุการใช้งาน หรือเสื่อมสภาพก็จะทำให้ผู้ขับขี่ต้องเสี่ยงต่ออุบัติเหตุอย่างแน่นอน แล้วแบบนี้เราจะดูปียางรถยนต์ได้อย่างไร วันนี้ NEXEN TIRE จะพาทุกคนไปเรียนรู้วิธีดูยางรถยนต์หมดอายุ และอธิบายเกร็ดความรู้ต่าง ๆ อย่างยางรถมีอายุกี่ปี มีจุดสังเกตอะไรบ้างที่ช่วยให้รู้ว่า ยางรถยนต์ยังสามารถใช้งานได้อีกกี่ปี
ยางรถยนต์ใช้ได้กี่ปี
หลายคนอาจไม่รู้ว่ายางรถยนต์กี่ปีต้องเปลี่ยนที โดยเฉลี่ยแล้วจะอยู่ที่ 5 ปี โดยในแง่ของการใช้งาน ยาง 1 เส้นสามารถใช้งานได้ 40,000 – 50,000 กิโลเมตร หรือประมาณ 3 – 5 ปี ถือเป็นระยะเวลาที่เหมาะสม
วิธีดูปียางรถยนต์หมดอายุเช็กอย่างไร
หลายคนอาจสงสัยว่าปียางดูตรงไหน? หากต้องการทราบว่ายางรถยนต์มีอายุกี่ปีแล้ว ให้ดูที่เลขวันที่ผลิตยางตรงบริเวณแก้มยางใกล้ ๆ กับขอบล้อ โดยอายุยางรถยนต์จะถูกกำหนดเป็นเลข 4 หลักตามแบบ “WWYY” โดยมีวิธีการอ่านอายุยางรถยนต์ ดังนี้
- ตัวเลข 2 หลักแรกจะบอกสัปดาห์ที่ผลิตยาง
- ตัวเลข 2 หลักสุดท้ายจะบอกเลข 2 ตัวสุดท้ายของปีคริสต์ศักราช (ค.ศ.) ที่ผลิตยาง
ตัวอย่าง เช่น บนแก้มยางระบุตัวเลข 1422 หมายความว่ายางรถยนต์เส้นนี้ถูกผลิตขึ้นในสัปดาห์ที่ 14 ของปี ค.ศ. 2022 เมื่อตรวจดูตามปฏิทินก็จะทราบได้ว่ายางถูกผลิตในช่วงเดือนมีนาคม 2022
วิธีดูยางรถยนต์หมดอายุจากตัวเลขวันที่ผลิตยางรถยนต์แบบนี้เป็นวิธีการสากล เพราะยางรถยนต์ทุกแบรนด์จะต้องมีการระบุเอาไว้ เพื่อความสะดวกในการคำนวณอายุยาง และรู้ระยะเวลาที่เหมาะสมในการใช้ยางเส้นนั้น ๆ ก่อนจะต้องเปลี่ยนยาง
สัญญาณที่บ่งบอกว่าควรเปลี่ยนยางรถยนต์
นอกจากอายุยางรถยนต์แล้วก็ยังมีปัจจัยต่าง ๆ ที่เป็นสัญญาณว่าควรเปลี่ยนยางรถยนต์ได้แล้ว โดยมีรายละเอียดดังนี้
1. ยางรถยนต์เสื่อมสภาพ
นอกจากเรื่องอายุการใช้งานยางรถยนต์ สภาพยางรถยนต์ก็มีส่วนสำคัญเช่นกัน โดยสภาพยางรถยนต์ที่ควรเปลี่ยน มีดังนี้
- ดอกยางจางลง ร่องลึกของดอกยางตื้นขึ้น มีรอยถลอกบริเวณผิวยาง
- แก้มยางมีรอยแตกที่เห็นได้อย่างชัดเจน ยางแบนเร็วกว่าปกติ
- ยางบวม ซึ่งจะเริ่มบวมตั้งแต่บริเวณแก้มยาง
2. การควบคุมรถยากขึ้น
หากขับแล้วรู้สึกรถสั่นสะเทือนผิดปกติ พวงมาลัยสั่น หรือมีเสียงหอนดังมาจากยางขณะขับขี่ รวมถึงระยะเบรกที่ยาวขึ้นกว่าเดิม สิ่งเหล่านี้คือสัญญาณเตือนว่ายางเริ่มสูญเสียสมรรถนะในการยึดเกาะถนน
ปัจจัยที่ส่งผลต่ออายุการใช้งานยาง
1. การใช้งาน
การบรรทุกน้ำหนักเกินพิกัด การขับขี่ด้วยความเร็วสูงบ่อยครั้ง หรือการเบรกกะทันหัน ล้วนเป็นตัวเร่งให้ยางสึกหรอเร็วกว่าปกติ
2. อุบัติเหตุที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพของยาง
เมื่อเกิดอุบัติเหตุจากการขับขี่ บางครั้งก็ส่งผลกระทบต่อยางรถยนต์เช่นกัน และเป็นปัจจัยที่ทำให้ต้องเปลี่ยนยางรถยนต์ อุบัติเหตุที่มักส่งผลกระทบต่อยางรถยนต์ ได้แก่
- ยางแตก หรือยางระเบิด มักเกิดจากการที่รถลื่นไถล ติดหล่มแล้วเร่งเครื่องจนยางแตก
- ยางรั่ว มักเกิดจากการขับรถไปเหยียบของมีคมบนพื้นถนน แล้วของมีคมนั้นกรีดยางจนรั่ว
- ยางปูดบวมจากการกระแทกหรือตกหลุม หากฝืนใช้งานอาจก่อให้เกิดอันตราย
3. สภาพอากาศ
ประเทศไทยมีอากาศร้อนจัด การจอดรถตากแดดเป็นเวลานานส่งผลให้สารเคมีในเนื้อยางเสื่อมสภาพเร็วขึ้น ทำให้ยางแข็งและแตกลายงาได้ง่าย
4. การดูแลรักษายางรถยนต์
การเพิกเฉยต่อการเติมลมยาง หรือตั้งศูนย์ถ่วงล้อไม่ตรง จะทำให้หน้ายางสึกไม่เท่ากัน เช่น สึกเฉพาะขอบด้านในหรือด้านนอก ซึ่งจะลดอายุการใช้งานของยางลงอย่างมาก
วิธีเช็กยางรถยนต์เสื่อมสภาพด้วยตัวเอง
การตรวจสอบสภาพยางอย่างสม่ำเสมอจะช่วยให้คุณประเมินได้ว่า ยางรถยนต์ควรเปลี่ยนเมื่อไหร่ เพื่อความปลอดภัยสูงสุดในการขับขี่ โดยคุณสามารถทำได้ง่าย ๆ ด้วยตัวเองผ่านจุดสังเกตดังนี้
1. ตรวจสอบความลึกของดอกยาง
ดอกยางทำหน้าที่สำคัญในการยึดเกาะถนนและรีดน้ำขณะฝนตก คุณควรตรวจเช็กว่าดอกยางมีการสึกหรอที่ผิดปกติหรือไม่ โดยตามมาตรฐานความปลอดภัย ดอกยางควรมีความหนาไม่น้อยกว่า 1.6 มิลลิเมตร หากดอกยางสึกจนต่ำกว่าเกณฑ์นี้ จะทำให้ประสิทธิภาพในการหยุดรถแย่ลงและเสี่ยงต่อการลื่นไถลได้ง่าย
2. สังเกตระดับสะพานยาง
สะพานยางเป็นปุ่มยางเล็ก ๆ ที่ซ่อนอยู่ตามร่องดอกยาง หากใช้งานรถไปจนดอกยางสึกหรอลงมาจนอยู่ในระดับเดียวกับสะพานยาง นั่นคือตัวบ่งชี้ว่าเนื้อยางถูกใช้งานจนถึงขีดจำกัดแล้ว และถึงเวลาที่ต้องเปลี่ยนยางเส้นใหม่ทันทีเพื่อป้องกันอุบัติเหตุที่ไม่คาดคิด
3. เช็ครอยปริแตกบริเวณแก้มยาง
แก้มยางเป็นส่วนที่รับน้ำหนักและยืดหยุ่นอยู่ตลอดเวลา หากคุณพบว่าแก้มยางมีรอยปริ รอยร้าว หรือรอยแตกลายงาที่เห็นได้ชัดเจน มักเกิดจากการเสื่อมสภาพของเคมีในเนื้อยางตามอายุการใช้งานยางรถยนต์ หรือการจอดรถตากแดดเป็นเวลานาน รอยร้าวเหล่านี้อาจนำไปสู่การสูญเสียแรงดันลมยางอย่างรวดเร็วหรือยางระเบิดขณะขับขี่ได้
4. เฝ้าระวังอาการยางบวมปูด
ไม่ว่ายางจะบวมมากหรือน้อยก็ห้ามฝืนใช้งานต่อเด็ดขาด เพราะโครงสร้างยางในจุดนั้นจะไม่สามารถทนต่อแรงดันอากาศได้อีกต่อไป หากฝืนขับด้วยความเร็วอาจทำให้ยางระเบิดได้ทุกเมื่อ
5. ทดสอบความแข็งของเนื้อยาง
วิธีดูยางรถยนต์หมดอายุที่ง่ายที่สุดคือการใช้เล็บจิกลงบนหน้ายาง โดยปกติยางที่ยังมีคุณภาพดีเนื้อยางจะมีความนิ่มและคืนตัวได้ แต่หากจิกลงไปแล้วรู้สึกแข็งกระด้างเหมือนพลาสติกและไม่มีรอยเล็บหลงเหลืออยู่ แสดงว่ายางหมดสภาพการยึดเกาะถนนแล้ว แม้ดอกยางจะยังเหลือเยอะแต่ก็ควรเปลี่ยนเพื่อความปลอดภัย
6. ตรวจหาจุดรั่วซึมและสิ่งแปลกปลอม
หมั่นสังเกตว่ามีล้อใดล้อหนึ่งที่ลมยางอ่อนเร็วกว่าปกติหรือไม่ โดยให้ตรวจเช็กตามหน้ายางว่ามีตะปู หินคม หรือสิ่งแปลกปลอมทิ่มตำอยู่หรือไม่ รวมถึงการตรวจสอบวาล์วลมยางว่ายังปิดสนิทดี เพราะรอยรั่วเพียงเล็กน้อยอาจส่งผลต่อการควบคุมรถและการสิ้นเปลืองน้ำมันได้
การดูแลรักษายางรถยนต์อย่างถูกวิธี
ยางรถยนต์จะเสื่อมสภาพได้รวดเร็วขึ้นถ้าไม่มีการดูแลอย่างถูกวิธี ดังนั้น เราจะพามาเรียนรู้วิธีดูแลรักษายางรถยนต์ในการใช้งานกัน โดยจะเริ่มได้ตั้งแต่การเลือกยาง การจัดเก็บยาง และการใช้งานยาง ดังนี้
การเลือกยาง
- เลือกยางให้เหมาะขนาดรถ
รถยนต์ที่ใช้ในปัจจุบันมีหลายขนาด ยางแต่ละเส้นจะระบุขนาดเอาไว้ ควรเลือกยางรถยนต์ที่มีขนาดพอดีกับรถยนต์ ไม่ควรเลือกล้อที่เล็กหรือใหญ่จนเกินไป เพราะจะส่งผลต่อการขับขี่
- เลือกยางให้เหมาะกับการรับน้ำหนักรถ
ยางแต่ละเส้นจะมีคุณสมบัติในการรับน้ำหนักไม่เท่ากัน เช่น ยางเส้นหนึ่งรับน้ำหนักได้ 450 กิโลกรัม/เส้น เท่ากับว่ารถคันนั้นจะรับน้ำหนักหลังจากใส่ยาง 4 เส้นได้ 1,800 กิโลกรัม ซึ่งเป็นน้ำหนักที่เหมาะกับรถขนาดเล็กเท่านั้น
การจัดเก็บยาง
ยางรถยนต์เป็นอะไหล่ที่ต้องมีติดรถ ซึ่งยางที่ซื้อเป็นอะไหล่ควรจัดเก็บให้ถูกต้อง ควรตั้งยางเป็นแนวตั้ง เพื่อไม่ให้ยางเสียทรง และหากตั้งยางบนพื้น ควรหมั่นมาหมุนยางเพื่อเปลี่ยนจุดสัมผัสพื้นเรื่อย ๆ เพื่อไม่ให้ยางด้านใดด้านหนึ่งรับน้ำหนักมากจนเกินไป
การใช้งานยาง
หลังจากเปลี่ยนยางครบทั้ง 4 ล้อแล้ว ควรให้ความสำคัญกับการใช้งานยางที่เหมาะสม เพื่อให้ยางใช้งานได้นานขึ้น
- เติมลมยางอยู่เสมอ ควรหมั่นเติมลมยางเป็นประจำ อย่าปล่อยให้ยางแบน เพราะลมยางที่อ่อนจะทำให้การรีดน้ำของยางทำได้ไม่ดี ส่งผลให้ยางยุบตัวและเคลื่อนตัวได้ช้า
- หลีกเลี่ยงทางขรุขระ ที่เต็มไปด้วยหินกรวด ของมีคมต่าง ๆ มีโอกาสทำให้ยางรั่ว และต้องเปลี่ยนยางก่อนเวลาอันควร หากเลี่ยงทางขรุขระได้ควรเลี่ยง
- หมั่นตรวจสภาพยางรถยนต์เป็นประจำ การตรวจสภาพยางรถยนต์อยู่เสมอ ช่วยให้เห็นปัญหาของยางได้อย่างรวดเร็ว พร้อมแก้ปัญหาได้อย่างทันท่วงที
สรุปเกี่ยวกับอายุการใช้งานยางรถยนต์
อายุการใช้งานของยางรถยนต์มีการกำหนดไว้อย่างชัดเจนที่ 3 – 5 ปี หรือทุก ๆ การวิ่ง 50,000 กิโลเมตร แต่ก็มีโอกาสที่จะต้องเปลี่ยนยางก่อนเวลา จึงจำเป็นต้องเช็กยางรถยนต์และเรียนรู้วิธีดูปียางรถยนต์ให้ดี หากยางเสื่อมสภาพหรือเกิดอุบัติเหตุจึงควรเลือกยางคุณภาพดีตั้งแต่ต้น ผู้ที่มองหายางคุณภาพดีต้องนึกถึงยาง NEXEN TIRE ที่ผลิตและจำหน่ายยางมาอย่างยาวนาน สามารถติดต่อเลือกซื้อและขอคำแนะนำเรื่องยางได้ที่ เว็บไซต์ NEXEN TIRE หรือเฟซบุ๊ก m.me/NEXENTH หรือซื้อยางออนไลน์ทาง Shopee และ Lazada
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับอายุการใช้งานยางรถยนต์
ยางรถ 10 ปี ยังใช้ได้ไหม
ไม่แนะนำให้ใช้งานต่อ เนื่องจากโครงสร้างภายในและสารประกอบทางเคมีของยางจะเสื่อมสภาพไปตามกาลเวลา แม้จะไม่ได้ถูกใช้งานหนักก็ตาม
ยางรถยนต์จำเป็นต้องเปลี่ยนทุก 3 ปีจริงหรือไม่
ไม่จำเป็นเสมอไป หากใช้งานไม่หนักและดูแลรักษาดี แต่หากคุณวิ่งเกิน 50,000 กม. ภายใน 3 ปี หรือพบว่ายางเริ่มแข็งและลื่นไถลขณะเบรก การเปลี่ยนที่ระยะ 3 ปีจะช่วยรักษาความปลอดภัยและสมรรถนะการขับขี่ได้ดีที่สุด
หากดอกยางยังเหลือเยอะ แต่ยางมีอายุเกิน 5 ปีแล้ว จำเป็นต้องเปลี่ยนหรือไม่
ควรพิจารณาเปลี่ยน หรือให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบอย่างละเอียด เพราะแม้ดอกยางจะยังดูหนา แต่สารเคมีในเนื้อยางอาจเสื่อมสภาพตามกาลเวลา ทำให้เนื้อยางแข็งกระด้าง (ยางตาย) ซึ่งส่งผลให้ประสิทธิภาพในการยึดเกาะถนนและการรีดน้ำลดลงอย่างมาก







