ข่าวสารและบทความ

รวม 3 เรื่องที่ต้องระวังจากการใช้ยางเสื่อมสภาพจนเป็นอันตราย

เรื่องที่ต้องระวังจากการใช้ยางเสื่อมสภาพ

ความปลอดภัยในการเดินทางขึ้นอยู่กับสภาพความพร้อมของยานพาหนะเป็นสำคัญ โดยเฉพาะชิ้นส่วนเดียวของรถที่สัมผัสกับพื้นถนนตลอดเวลาอย่างยางรถยนต์ แม้ผู้ใช้รถหลายคนจะทราบดีว่า อายุยางรถยนต์โดยทั่วไปจะอยู่ที่ประมาณ 3–5 ปี หรือใช้งานได้ไม่เกิน 50,000 กิโลเมตรขึ้นอยู่กับสภาพการใช้งาน แต่ในชีวิตประจำวัน ความเสื่อมสภาพอาจเกิดขึ้นเร็วกว่านั้น การฝืนใช้งานต่อไปเมื่อยางเสื่อมสภาพ หรือยางรถยนต์หมดสภาพ อาจนำไปสู่อันตรายร้ายแรงบนท้องถนนที่คุณคาดไม่ถึง เน็กเซ็นจะมาบอกสาเหตุว่าทำไมไม่ควรฝืนใช้กัน

3 อันตรายที่ต้องระวังจากการใช้ยางเสื่อมสภาพ

ผู้ใช้รถหลายคนอาจเลือกประหยัดด้วยการฝืนใช้ยางที่หมดอายุ เพราะเห็นว่าดอกยางยังพอมีเหลือและใช้ขับขี่แค่ระยะทางสั้น ๆ ในเมือง แต่ในความเป็นจริง ยางที่ไม่พร้อมใช้งานสามารถส่งผลต่อการควบคุมรถอย่างมหาศาล และเป็นสาเหตุอันดับต้น ๆ ของการเกิดอุบัติเหตุที่ไม่คาดคิด

1. ยางรถยนต์ระเบิด

ยางรถยนต์ระเบิด

เหตุการณ์ยางระเบิดขณะขับขี่ด้วยความเร็วสูง นับเป็นอุบัติเหตุที่รุนแรงและควบคุมได้ยากที่สุด การใช้งานเมื่อ ยางเสื่อมสภาพเป็นปัจจัยหลักที่ลดความแข็งแรงของโครงสร้างแก้มยางและชั้นผ้าใบ ทำให้ไม่สามารถทนทานต่อแรงดันและความร้อนขณะวิ่งได้ ปัจจัยเสี่ยงที่เร่งให้ยางระเบิด ได้แก่

  • โครงสร้างยางเสื่อมสภาพตามเวลา เช่น หน้ายางแข็งกรอบ เกิดรอยแตกลายงา หรือมีอาการแก้มยางบวม
  • การใช้ยางที่ผ่านการใช้งานมานานเกินไป หรือยางเก่าเก็บที่โครงสร้างภายในเสื่อมคุณภาพ
  • การขับขี่ในสภาวะความร้อนสูง เช่น การวิ่งบนถนนคอนกรีตกลางแดดจัดช่วงฤดูร้อน
  • แรงดันลมยางไม่ถูกต้อง โดยเฉพาะการปล่อยให้ลมยางอ่อนจนแก้มยางเกิดการบิดตัวสะสมความร้อน
  • การรับน้ำหนักเกินพิกัดที่ระบุไว้บนแก้มยาง หรือการตกหลุมบ่อรุนแรงจนโครงสร้างยางชั้นในฉีกขาด

2. รถเบรกไม่อยู่

รถเบรกไม่อยู่

เมื่อหมดอายุการใช้งาน ยางรถยนต์จะเริ่มเสื่อมสภาพทำให้เนื้อยางแข็งกระด้าง ดอกยางบางลงจนแทบไม่เหลือการยึดเกาะ ส่งผลให้ระยะเบรกของรถยาวขึ้นอย่างเห็นได้ชัด หากเกิดเหตุฉุกเฉินข้างหน้าและต้องหยุดรถกะทันหัน ยางรถยนต์หมดสภาพจะทำให้เบรกไม่อยู่ รถไถล และพุ่งชนสิ่งกีดขวางได้ง่ายขึ้น

3. เกิดอุบัติเหตุได้ง่ายขึ้น เมื่อช่วงถนนลื่น จากฝนหรือน้ำขัง

เกิดอุบัติเหตุได้ง่ายขึ้น

การขับขี่บนถนนเปียกหรือมีน้ำขังจำเป็นต้องอาศัยร่องดอกยางที่สมบูรณ์ในการรีดน้ำออกจากหน้ายาง หากดอกยางสึกโล้นและเนื้อยางแข็ง ยางที่เสื่อมสภาพจะไม่สามารถรีดน้ำได้ทัน ส่งผลให้เกิดภาวะเหินน้ำ (Hydroplaning) ตัวรถจะสูญเสียการยึดเกาะ ลอยอยู่บนฟิล์มน้ำ ทำให้บังคับพวงมาลัยหรือเบรกไม่ได้ และเสี่ยงต่อการเสียหลักคุมรถไม่อยู่จนหมุนคว้างออกนอกเส้นทาง

เราจะรู้ได้อย่างไรว่ายางหมดอายุแล้ว

หากคุณกำลังสงสัยว่ายางรถยนต์ควรเปลี่ยนตอนไหน สามารถตรวจสอบสัญญาณเตือนความเสื่อมสภาพเบื้องต้นด้วยตัวเองได้จากจุดสังเกตดังต่อไปนี้

  • สะพานยาง (Tread Wear Indicator) : ตรวจดูร่องดอกยาง หากความสูงของดอกยางสึกหรอจนลงมาเรียบเสมอระดับเดียวกับแถบสะพานยาง แสดงว่ายางหมดอายุการใช้งานแล้ว
  • ความแข็งของเนื้อยาง : ทดสอบใช้เล็บจิกไปที่บริเวณเนื้อหน้ายาง หากเนื้อยางแข็งกระด้างจนจิกไม่ลงหรือไม่มีรอยคืนตัว แสดงว่ายางเสื่อมคุณภาพและหมดความยืดหยุ่นแล้ว
  • ความผิดปกติที่แก้มยาง : มีรอยแตกลายงา บวม นูน หรือฉีกขาดบริเวณแก้มยาง ซึ่งบ่งบอกว่าโครงสร้างผ้าใบภายในเสียหาย เสี่ยงต่อการระเบิดสูง
  • ประวัติบาดแผลการปะยาง : ยางที่มีบาดแผลขนาดใหญ่ ผ่านการปะซ่อมแซมหลายจุด หรือมีบาดแผลลึกถึงชั้นโครงสร้างเหล็กบริเวณแก้มยาง ไม่ควรนำมาใช้งานต่อเพราะไม่ปลอดภัย

วิธีอ่านรหัส DOT เพื่อดูวันผลิตยาง

การประเมินอายุยางรถยนต์ที่ถูกต้อง คือการอ่านรหัส DOT บริเวณแก้มยาง โดยจะมีตัวเลข 4 หลักอยู่ในกรอบสี่เหลี่ยมผืนผ้าหรือวงรีบริเวณแก้มยาง เช่น “2526”

การประเมินอายุยางรถยนต์ที่แม่นยำที่สุด คือการอ่านรหัส DOT บริเวณแก้มยาง ร่วมกับศึกษาสเปกขนาดยาง และรหัสบนแก้มยาง โดยจะมีตัวเลข 4 หลักอยู่ในกรอบสี่เหลี่ยมผืนผ้าหรือวงรี เช่น “2526”

  • ตัวเลข 2 หลักแรก (25) : บอกสัปดาห์ที่ผลิตในปีนั้นๆ (สัปดาห์ที่ 25)
  • ตัวเลข 2 หลักหลัง (24 ): บอกปี ค.ศ. ที่ผลิต (ปี 2024)

หากคำนวณจากรหัส DOT แล้วพบว่ายางผลิตมาเกิน 3–5 ปี แม้ดอกยางจะยังเหลือหนา ก็ควรพิจารณาเปลี่ยนยางใหม่เพราะเนื้อยางเริ่มเสื่อมสภาพแล้ว

วิธีวัดความลึกดอกยางด้วยเหรียญ

หากไม่มีเกจวัดความลึกดอกยางโดยเฉพาะ สามารถใช้เหรียญบาทไทยตรวจเช็กระดับความเสื่อมสภาพของดอกยางเบื้องต้นได้ ดังนี้

  1. นำเหรียญบาทไปเสียบลงในร่องดอกยางบริเวณกลางหน้ายาง
  2. สังเกตระดับขอบเหรียญ หากร่องยางลึกจนกลบส่วนของตัวหนังสือและขอบเหรียญ แสดงว่าดอกยางยังสมบูรณ์ดี
  3. หากมองเห็นขอบเหรียญบาทอย่างชัดเจน แสดงว่าความลึกดอกยางเหลือน้อยกว่า 1.6 มิลลิเมตร ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนว่ายางควรเปลี่ยนทันที

การหมั่นสังเกตและเปลี่ยนยางตามกำหนดเมื่อยางเสื่อมสภาพ คือเรื่องสำคัญของการป้องกันอุบัติเหตุบนท้องถนนที่ไม่คาดคิด หากพบสัญญาณเตือนว่ายางหมดอายุ และต้องการเปลี่ยนยางเส้นใหม่เพื่อความอุ่นใจ การเลือกใช้ยางคุณภาพสูงเกรดพรีเมียมจาก NEXEN TIRE แบรนด์ชั้นนำสัญญาติเกาหลี ที่โดดเด่นด้วยเทคโนโลยีการยึดเกาะถนน รีดน้ำได้ดีเยี่ยม นุ่มเงียบ ทนทาน พร้อมการรับประกันคุณภาพที่คุ้มค่า จึงเป็นทางเลือกที่ตอบโจทย์ทุกการเดินทางของคุณได้อย่างมั่นใจและปลอดภัย

สัมผัสความนุ่มนวลเหนือระดับไปกับเน็กเซ็น ได้ง่าย ๆ ที่ร้านยางชั้นนำทั่วประเทศ ศูนย์บริการ B-Quik และ MMS ทุกสาขา หรือช่องทางออนไลน์ ShopeeLazada และ TikTok Shop

พิเศษ! รับประกันยางบาด บวม แตก ภายใน 1 ปี หรือ 25,000 กิโลเมตร เมื่อซื้อยาง 4 เส้น/ใบเสร็จ และลงทะเบียนภายใน 14 วัน สอบถามเพิ่มเติมทางเว็บไซต์ หรือเฟซบุ๊ก NEXEN TIRE THAILAND

คำถามที่พบบ่อย (FAQ) เกี่ยวกับยางเสื่อมสภาพ

ยางรถยนต์ที่ดอกยางยังหนาอยู่ แต่ใช้งานมาเกิน 5 ปีแล้ว ยังใช้ต่อได้ไหม

ไม่แนะนำให้ใช้ต่อ แม้ดอกยางจะเหลือเยอะ แต่โครงสร้างเคมีของยางจะเสื่อมสภาพตามเวลา เนื้อยางจะแข็งกระด้างและยึดเกาะถนนลดลงอย่างมาก ทำให้เสี่ยงต่อการเบรกไถลหรือยางระเบิดได้

ยางบวมที่แก้มยาง สามารถปะซ่อมแซมแล้วใช้งานต่อได้หรือไม่

ไม่ได้เด็ดขาด อาการแก้มยางบวมเกิดจากโครงสร้างผ้าใบและเส้นใยเหล็กภายในแก้มยางขาด ไม่สามารถปะซ่อมได้ ต้องเปลี่ยนยางใหม่ทันทีเนื่องจากเสี่ยงยางระเบิดสูงมาก

สลับยางทุก ๆ กี่กิโลเมตร เพื่อช่วยยืดอายุการใช้งานยางรถยนต์

ควรนำรถเข้าสลับยางทุกๆ 10,000 กิโลเมตร หรือตามคู่มือศูนย์บริการ เพื่อให้ดอกยางทุกเส้นสึกหรอเท่ากันอย่างสม่ำเสมอ