ค่าโอนรถยนต์ 2569 กี่บาท ต้องใช้เอกสารใดบ้าง และมีขั้นตอนอย่างไร
หากคุณกำลังวางแผนโอนรถยนต์ในปี 2569 นี้อยู่ วันนี้ เน็กเซ็นจะมาสรุปทุกเรื่องที่คุณต้องรู้ ตั้งแต่อัปเดตค่าโอนรถยนต์ล่าสุดกี่บาท เช็กลิสต์เอกสารที่ต้องใช้ ไปจนถึงขั้นตอนการโอนรถที่กรมการขนส่งทางบกแบบละเอียดทุกขั้นตอน เพื่อให้การโอนกรรมสิทธิ์รถของคุณเป็นเรื่องง่ายและไม่เสียเวลา
ค่าโอนรถยนต์ 2569 กี่บาท
สำหรับคนที่สงสัยว่าค่าโอนรถยนต์ 2569 กี่บาท ค่าใช้จ่ายทั้งหมดจะขึ้นอยู่กับราคาประเมินของรถแต่ละรุ่น จึงไม่มีตัวเลขที่แน่นอน แต่ค่าใช้จ่ายหลัก ๆ ทั้งหมด จะมีดังนี้
- ค่าคำขอ 5 บาท
- ค่าธรรมเนียมการโอน 100 บาท
- ค่าอากรแสตมป์ 500 บาทต่อราคาประเมินทุก 100,000 บาท
- ค่าเปลี่ยนป้ายทะเบียน 200 บาท (กรณีที่ผู้ซื้อต้องการเปลี่ยน)
- ค่าเปลี่ยนเล่มทะเบียน 100 บาท (กรณีเล่มทะเบียนเก่าหรือชำรุดฉีกขาด)
- เพิ่มเติม : ราคาและรายละเอียดเพิ่มเติมสำหรับบริการอื่น ๆ สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมจาก เว็บไซต์หลักของกรมการขนส่งทางบก
H2 วิธีคำนวณ “ค่าโอนรถยนต์” ด้วยตัวเองแบบง่าย ๆ
ค่าใช้จ่ายหลักที่ทำแตกต่างกันไปคือ “ค่าอากรแสตมป์” ซึ่งคิดจากราคาประเมินของรถยนต์โดยกรมการขนส่งทางบก โดยมีสูตรง่าย ๆ คือ (ราคาประเมินรถ / 100,000) x 500 บาท ลองดูตัวอย่างเพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น
- ตัวอย่าง : รถของคุณกรมขนส่งฯ ประเมินราคาไว้ที่ 350,000 บาท
- ค่าอากรแสตมป์ จะเท่ากับ (350,000 / 100,000) x 500 = 1,750 บาท
- รวมค่าใช้จ่ายทั้งหมด (โดยประมาณ) : 1,750 (อากร) + 100 (ค่าโอน) + 5 (คำขอ) + 50 (ตรวจสภาพ*) = 1,905 บาท
*หมายเหตุ: ค่าตรวจสภาพรถ 50 บาท สำหรับรถยนต์ที่มีอายุเกิน 7 ปี
การโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์ คืออะไร เรื่องที่ผู้ใช้รถควรรู้
การโอนสิทธิ์การเป็นเจ้าของรถยนต์จากบุคคลหนึ่งไปยังบุคคลหนึ่ง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อแก้ไขสถานะของรถยนต์ในทะเบียนที่จดทะเบียนของหน่วยงานของรัฐที่รับผิดชอบดูแลการจดทะเบียนรถยนต์ในประเทศ เมื่อมีการโอนสิทธิ์การเป็นเจ้าของรถยนต์เสร็จสิ้น ผู้รับสิทธิ์จะกลายเป็นเจ้าของรถยนต์ตามกฎหมาย โดยสิทธิ์เจ้าของรถยนต์จะถูกบันทึกลงในทะเบียนรถยนต์ การโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์มีให้เลือก 2 แบบ คือ การโอนรถยนต์แบบโอนตรง และการโอนลอยรถยนต์ที่ผู้ขายรถยนต์ต้องดำเนินการเอง ซึ่งแต่ละแบบมีขั้นตอนการโอนและเอกสารที่ต่างกันออกไป
การโอนรถใช้เอกสารอะไรบ้าง
หลายคนอาจสงสัยว่าการโอนรถใช้เอกสารอะไรบ้าง โดยหลักแล้ว จะแบ่งออกเป็น 2 ประเภทที่คนมักนิยมทำ ก็คือการโอนตรง และอีกวิธีก็คือการโอนลอย ซึ่งจะมีความแตกต่างในเอกสารที่ใช้ ดังนี้
เอกสารโอนรถยนต์ซื้อ-ขายแบบโอนตรง
การโอนรถยนต์แบบโอนตรง เป็นการโอนโดยผู้ซื้อและผู้ขายเดินทางไปที่กรมการขนส่งด้วยกัน เพื่อดำเนินการโอนรถยนต์ต่อหน้านายทะเบียน เป็นการโอนที่ปลอดภัย และได้รับความนิยม
- หนังสือสัญญาซื้อขายรถยนต์
- เล่มทะเบียนรถ หรือใบคู่มือจดทะเบียนรถตัวจริง
- สำเนาบัตรประชาชน พร้อมลายเซ็นสำเนาถูกต้องของเจ้าของรถคนล่าสุด หรือกรณีเป็นนิติบุคคล ใช้หนังสือรับรองการจดทะเบียนนิติบุคคล และสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของผู้มีอำนาจลงนาม
- สำเนาบัตรประชาชน พร้อมลายเซ็นสำเนาถูกต้องของผู้ซื้อ หรือกรณีเป็นนิติบุคคล ใช้หนังสือรับรองการจดทะเบียนนิติบุคคล และสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของผู้มีอำนาจลงนาม
- สำเนาป้ายภาษี หรือสำเนาใบเสร็จจากกรมขนส่งของรถที่ต้องการซื้อขาย
- แบบคำขอโอนและรับโอนจากกรมการขนส่งทางบก ที่กรอกรายการและลงลายมือชื่อผู้โอนและผู้รับโอนเรียบร้อย
- สัญญาซื้อขาย ใบเสร็จ และใบกำกับภาษี
เอกสารโอนลอยรถยนต์
โอนลอยรถยนต์ คือการเซ็นสัญญาการโอนของผู้ขาย แต่ยังไม่มีการกรอกชื่อผู้รับโอน หรือหากกรอกชื่อผู้รับโอนแล้ว แต่ยังไม่ได้ไปทำการโอนให้เรียบร้อยที่กรมขนส่งทางบก นิยมใช้ในการขายรถมือสองที่เต็นท์รถ แล้วผู้ขายเซ็นเอกสารโอนรถไว้ แต่ยังไม่มีผู้ซื้อ เมื่อมีผู้ซื้อแล้ว ผู้ซื้อจะต้องทำเรื่องโอนด้วยตนเองที่กรมการขนส่งทางบก โดยมีเอกสารการโอนลอยดังนี้
- หนังสือสัญญาซื้อขาย
- เล่มทะเบียนรถ หรือใบคู่มือจดทะเบียนรถตัวจริง
- สำเนาบัตรประชาชน เจ้าของรถคนล่าสุด
- สำเนาทะเบียนบ้าน เจ้าของรถคนล่าสุด
- สำเนาบัตรประชาชนของผู้ซื้อ (ในกรณีที่เจ้าของรถขายต่อกับผู้ซื้อโดยตรง) แบบคำขอโอนและรับโอน ซึ่งกรอกรายการและลงลายมือชื่อผู้โอนและผู้รับโอนเรียบร้อยแล้ว
- หนังสือมอบอำนาจจากกรมขนส่งทางบก พร้อมลายเซ็นเจ้าของรถคนล่าสุด (ในกรณีที่เจ้าของรถไม่ได้ไปทำเรื่องโอนที่กรมขนส่งเอง สามารถให้บุคคลอื่นหรือบุคคลที่ซื้อรถต่อไปทำเรื่องโอนแทนได้
ขั้นตอนการโอนรถยนต์
เมื่อรู้ถึงค่าใช้จ่าย และเอกสารที่ใช้โอนรถเปลี่ยนเจ้าของไปแล้ว มาดูขั้นตอนการโอนรถยนต์กันต่อบ้าง ว่าจะต้องดำเนินการอย่างไร
- กรอกแบบฟอร์มคำขอรับการโอนรถที่ส่วนงานทะเบียนของสำนักงานขนส่ง เจ้าหน้าที่จะใช้เวลาดำเนินการประมาณ 30 นาที หรือ 1 ชั่วโมง เพื่อดำเนินการเปลี่ยนชื่อเจ้าของรถยนต์
- นำรถเข้ารับการตรวจสภาพที่หน่วยงานตรวจสภาพรถยนต์ ณ สำนักงานขนส่งจังหวัด โดยสภาพของรถยนต์ที่จะทำการโอนรถเปลี่ยนเจ้าของจะต้องมีสภาพตรงตามที่มีการระบุไว้ในเล่มทะเบียนรถ ทั้งยี่ห้อ รุ่น สี และรายละเอียดในตัวรุ่นย่อย
- ติดต่อเจ้าหน้าที่ทำการยื่นเรื่องโอนเปลี่ยนเจ้าของรถพร้อมเอกสารประกอบ และชำระค่าธรรมเนียม
- รอรับเอกสารใบคู่มือจดทะเบียนรถ พร้อมรับใบเสร็จรับเงิน เครื่องหมายการเสียภาษี และแผ่นป้ายทะเบียนรถ เมื่อดำเนินการตามขั้นตอนเสร็จสิ้น
ทำความเข้าใจเรื่องโอนประกันรถยนต์ หลังการโอนรถเปลี่ยนเจ้าของ
การโอนประกันรถยนต์เป็นอีกหนึ่งขั้นตอนสำคัญหลังจากซื้อรถ โดยเฉพาะการซื้อรถมือสองจากคนอื่น เพื่อให้ได้รับความคุ้มครองอย่างต่อเนื่อง โดยทั่วไป ประกันรถยนต์แบ่งเป็น 2 ประเภท
- ประกันแบบไม่ระบุชื่อผู้ขับขี่ : สามารถใช้ความคุ้มครองต่อได้ทันทีโดยไม่ต้องเปลี่ยนชื่อ แต่ควรแจ้งเปลี่ยนชื่อเป็นของตนเองเพื่อความสะดวกในอนาคต การเปลี่ยนชื่อทำได้โดยยื่นเอกสารการโอนสิทธิ์และหลักฐานการซื้อขายต่อบริษัทประกัน
- ประกันแบบระบุชื่อผู้ขับขี่ : จำเป็นต้องดำเนินการเปลี่ยนชื่อโดยเร็ว เพื่อป้องกันปัญหาในกรณีเกิดอุบัติเหตุ เช่น การต้องรับผิดชอบค่าเสียหายส่วนแรก ขั้นตอนคือกรอกแบบฟอร์มขอเปลี่ยนชื่อ พร้อมแนบเอกสารที่เกี่ยวข้อง เช่น สำเนาบัตรประชาชนและหลักฐานการซื้อขาย
เกร็ดความรู้จาก NEXEN TIRE เตรียมรถให้พร้อมก่อนนำไปตรวจสภาพ
จากข้อมูลที่กล่าวข้างต้นคงทราบแล้วว่าค่าโอนรถยนต์ 2569 กี่บาท และการเปลี่ยนชื่อเจ้าของรถยนต์มีขั้นตอนอย่างไร ทั้งแบบโอนตรงและแบบโอนลอย นอกจากการโอนรถยนต์จะเป็นเรื่องที่ผู้ใช้รถควรรู้แล้ว การขับขี่บนท้องถนนก็เป็นเรื่องที่ควรใส่ใจ ผู้ใช้รถควรนำรถเข้าศูนย์บริการเช็กสภาพรถยนต์ทุกครั้งเพื่อให้รถอยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน โดยเฉพาะ ‘ยางรถยนต์’ ซึ่งเป็นจุดสำคัญด้านความปลอดภัยที่เจ้าหน้าที่จะตรวจสอบอย่างละเอียดเมื่อทำการโอนรถ และหากพบปัญหาควรเปลี่ยนยางรถยนต์เส้นใหม่ทันที
สัมผัสความนุ่มนวลเหนือระดับไปกับเน็กเซ็น ได้ง่าย ๆ ที่ร้านยางชั้นนำทั่วประเทศ ศูนย์บริการ B-Quik และ MMS ทุกสาขา หรือช่องทางออนไลน์ Shopee Lazada
พิเศษสุด! โปรโมชั่นรับประกันยางบาด บวม แตก ภายใน 1 ปี หรือ 25,000 กิโลเมตร เมื่อซื้อยาง 4 เส้น/ใบเสร็จ และลงทะเบียนภายใน 14 วัน สอบถามเพิ่มเติมทางเว็บไซต์ หรือเฟซบุ๊ก NEXEN TIRE THAILAND








